มาต่อกันครับกับหนังสือที่มีชื่อว่า “ตีแตก” โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หลังจากที่ Blog ที่แล้ว ผมให้สัญญาไว้ว่าจะเฉลยคำถามจากคราวที่แล้วว่า “การเล่นไพ่ตีแตกนั้นเกี่ยวกับการเล่นหุ้นอย่างไร” คืออย่างงี้ครับ ทางดร.นิเวศน์เค้าให้แนะนำว่า อยากเล่นหุ้นให้รวยเราก็ต้องตีแตกหุ้นเหมือนกับที่เราตีแตกไพ่นั่นแหละครับ ถ้าเพื่อนๆมั่นใจว่าหุ้นตัวนั้นดีพอ (เปรียบกับไพ่ในมือเรานะ) เพื่อนๆก็ควร “ตีแตก” มันได้เลย แต่ถ้ายังไม่แน่ใจเพื่อนๆก็ควรลงไปส่วนหนึ่งก่อน ถ้าลงหมดเกิดแพ้ขึ้นมา ถึงกับเจ๊งกันได้เลยทีเดียว แต่ถ้าเพื่อนๆชนะ หรือ “ตีแตก” ก็รับทรัพย์กันเลย
แล้วทำอย่างไรจึงจะตีแตกหุ้นตัวนั้นได้หล่ะครับ? ผมสรุปเป็น 15
ข้อดังนี้ครับ
- ดูเงินสดเทียบกับเงินลงทุนระยะสั้น ถ้าเงินสดยิ่งเยอะแสดงว่าสภาพคล่องยิ่งสูงจริงไหมครับ
- ลูกหนี้ทางการค้า คิดจากสูตร [ลูกหนี้ทางการค้าx30/ยอดขายต่อเดือน] อันนี้ยิ่งน้อยยิ่งดีครับ
- สินค้าคงคลัง อันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละธุรกิจนะครับ โดยเราคิดจากสูตร [สินค้าคงคลังx30/ราคาขายสินค้าตามราคาทุนต่อเดือน]
- เงินลงทุนและเงินให้กู้น้อยๆยิ่งดี
- ยอดขายต่อปีต่อสินทรัพย์ถาวร เช่น เครื่องจักร ที่ดิน ฯลฯ ยิ่งมากยิ่งดี แสดงว่ามีประสิทธิภาพ เพราะใช้ต้นทุนน้อยในการซื้อสินทรัพย์ถาวร
- สินทรัพย์อื่นๆ ยิ่งน้อยยิ่งดี แสดงว่าไม่เอาไปจ่ายสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก
- กำไรสะสมยิ่งเยอะยิ่งล้มยาก ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ถ้ามีหนี้สินสะสมเยอะๆโอกาสเจ๊งยิ่งสูง
- หนี้ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะเราซื้อหุ้นเราเป็นผู้ถือหุ้นครับ เราควรจะเน้นตรงส่วนนี้ด้วย
- P/E ต่อ อัตรการเติบโตน้อยกว่า 1 เพราะบริษัทที่มีการเติบโตสูงๆต่อไปยิ่งทำกำไรให้เราดีขึ้น อาจจะแซงบริษัทใหญ่ๆที่หยุดเติบโตได้ไม่ยาก
- รายได้อื่นๆต่อยอดขายรวมน้อยๆ เพราะทำให้เราเห็นว่าบริษัทนั้น focus ต่อธุรกิจหลักของเขาแค่ไหน
- กำไรขั้นต้นต่อต้นทุนการขายยิ่งมากยิ่งดี เพราะกำไรเหล่านั้นคือส่วนที่จะแบ่งมาให้เราซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น และยิ่งเยอะแสดงว่าต้นทุนในการผลิตยิ่งต่ำยิ่งเป้นผลดีต่อเราจริงไหมครับ?
- ค่าใช้จ่ายต่อยอดขายยิ่งน้อยยิ่งดี แสดงว่าผู้บริหารไม่ได้หวังผลประโยชน์ส่วนตนเยอะ ยิ่งเป็นผลดีต่อเราครับ
- ดูว่ามี BOI รึเปล่า? ถ้าภาษีที่เขาจ่ายน้อยกว่า 30% แสดงว่ามีโอกาสที่จะมี BOI สูงครับ เพราะยิ่งจ่ายภาษียิ่งน้อยกำไรก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งเป็นผลดีต่อเราอีก
- รายการอื่นๆน้อย เหตุผลเดิมครับ focus ที่ธุจกิจหลัก
- ให้ผลตอบแทนกี่ % ต่อปี อันนี้สำคัญมากครับ บางบริษัทดูดีมากแต่ไม่เคยปันผลเลย ติดลบทุกปี ใครจะอยากถือยาวหล่ะครับ ถ้าไม่เก่งเหมือนวอเรน บัฟเฟตจริง คงไม่มีใครอยากอยู่ร่วมด้วยนานๆหรอกครับ (คราวหน้าผมจะนำหนังสือการลงทุนแบบบัฟเฟตมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันครับ)
เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่เพื่อนๆสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการลงทุนหุ้นของเพื่อนๆได้ครับ
เป็นหลักการวิเคราะห์พื้นฐานของหุ้นตัวนั้นๆ (Fundamental Analysis) ส่วนใครที่อยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมลองไปหามาอ่านดูครับ
ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ นักเล่นหุ้นทุกคนควรมีติดตัวไว้ครับ เป็นประโยชน์มากๆเลย
สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านที่ผมรีวิวของ
Blog นี้ก่อนหน้านี้ คลิกที่นี่ ได้เลยครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น